วันเกิดน้องชาย..

posted on 16 May 2012 02:51 by memory-mj
วันที่ 15 เป็นวันเกิดน้องชายของเรา "เปอร์"
 
เปอร์ คนตัวผอมๆ ผิวขาวเหลือง แต่งตัวแนววินเทจ มากับอารมณ์ติสๆในบางครั้ง..
 
ตอนเด็กๆบ้านเปอร์อยู่แถวๆพัฒนาฯ ด้วยอายุที่ห่างกันเกือบ 8 ปีทำให้เปอร์โดนแกล้งบ่อยๆ
 
ตอนนั้นเราบ้ามวยปล้ามากๆ ชอบจับเปอร์มาใส่ท่าไม้ตายของนักมวยปล้ำ..
 
เอาง่ายๆเราว่าเปอร์โดนท่าไม้ตายมากกว่านักมวยปล้ำที่ปล้ำจิงซะอีก
 
ด้วยเหตุนี้เวลาเราเจอกันที มักจะได้ยินเสียงเปอร์แหกปากทุกครั้งไป..
 
เป็นอย่างงี้มาเกือบๆ 2 ปี ซึ่งเราก็รู้เลยว่าเปอร์ไม่ชอบเราแน่ๆ
 
เจอหน้าทีไรโดน ซูเพล็ค(ท่าไม้ตาย) ทุกที..
 
มีครั้งหนึ่งจำได้แม่น เราจับเปอร์ขึ้นไปยืนบนเตียงสูงประมาณเกือบๆ 2 เมตร เป็นเตียง2ชั้น
 
เรากระโดดพาร่างของเปอร์ลอยลิ่วลงมากระแทกพื้นดัง ปลั๊ก.....
 
เราเจ็บมากเพราะเอาหลังลง ส่วนเปอร์กระเด็นไปอีกทิศนึง
 
ฟังดูอาจคิดว่าเล่นกันแรงแต่เราเซฟนะ เพราะมันเป็นเบาะนุ่มมาก แต่ถึงงั้น.. ใครอยากจะโดน
 
เรากับเปอร์ไม่พูดจากันอีกเลย....
 
เหตุการณ์ผ่านจากวันนั้นถึงวันนี้ 5 ปี
 
จากที่ไม่เคยพูดกันมานานขนาดนั้น.. เราจบและกำลังหางาน เปอร์กำลังสนใจเรื่องภาพยนตร์
 
ภาพยนตร์ ต้องขอบคุณ ภาพยนตร์..
 
ถ้าไม่มีภาพยนตร์เรากับเปอร์อาจไม่มีโอกาศได้กลับมาคุยกันอีกเลยด้วยซ้ำ..
 
ด้วยความสนใจที่เหมือนๆกัน บวกกับเราชอบในความคิดของเปอร์ เช่นเดียวกับเปอร์ชอบในความคิดเรา
 
เราจึงได้คุยกัน..
 
จากเด็กตัวเล็กๆ ผอมๆ วันนี้เปอร์สูงขึ้นมากๆ ตัวไม่เล็กแล้ว..
 
เปอร์โทรมาบอกให้ช่วยทำ วิดีโอ ให้ชิ้นหนึ่ง บอกจะทำวิดีโอขอคนที่ชอบเป็นแฟน
 
เรารีบตกลง.. เปอร์มาหาเราที่บ้านและลงมือทำวิดีโอ ด้วยความสนุกของเรากับความตั้งใจที่เปอร์จะทำ
 
มันส่งผลให้เวลาที่พวกเราทำจากเที่ยงคืนเสร็จจวนจะตีห้า..
 
มันเป็นวิดีโอบ้านๆ ที่เราว่าน่ารักมากๆ..
 
มันทำให้เราย้อนเวลานึกถึงความทรงจำวัยเด็ก..
 
เราอาจเคยทำไม่ดีกับเปอร์มากมายหลายสิ่ง.. แต่สิ่งที่เปอร์ตอบกลับมาเป็นแค่เสียงร้องไห้กับอภัย
 
ณ ปัจจุบัน คงแกล้งกันแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว..
 
ดีใจที่เปอร์เชื่อใจและให้เรามีส่วนร่วมวิดีโอนั้น..
 
 
 
สุขสันวันเกิดนะน้องชาย

กล่องเคลื่อนที่..

posted on 14 May 2012 00:01 by memory-mj
หลังจากใช้เวลาสุดสัปดาห์อยู่กับครอบครัว..ก็ถึงเวลาทำการทำงานซะที..
 
พ่อกลับ ตจว. ชีวิตเราก็เข้าสู่วงจรปรกติ
 
ทำงาน เก็บตัง
 
หลังจากหลับไม่เต็มอิ่ม..ก็ต้องตื่น 6 โมงก่าๆ เพื่อรอขึ้นรถตู้ที่หน้าออฟฟิศ
 
มุ่งสู่ นครศรีธรรมราช โอ้..แค่คิดก็ชวนหลับละ
 
เราต้องนั่งรถจากหน้าออฟฟิศ ไปตามเส้นทางกทม. > ประจวบฯ > ชุมพร > สุราษฯ > นครศรีฯ
 
ขนาดเขียนชื่อย่อจังหวัดยังมี "ฯ" เลย.. ยาว ระยะทางยาวสมชื่อจังหวัด..
 
หลุดจากกทม. 7 โมง ถึฝ นครฯ 2 ทุ่ม
 
พอถึงโรงแรมเราต้องรีบขึ้นไปเช็คอินเพราะง่วงมากๆๆๆ
 
เราพักกับน้องที่เค้ามาทำงานใหม่ ชื่อ แม็ก
 
แม็กเป็นคนตจว.เหมือนกับเรา แม็กเป็นคนพูดน้อย
 
ผิวดำ ตัวผอมๆ เหมือนคนขาดสารอาหาร
 
เรารีบเดินไปเปิดห้อง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าบอกได้คำเดียวว่า ตึง..
 
เพราะเตียงเป็นเตียงเดี่ยวน่าจะขนาดประมาณ 6 ฟุต เป็นอย่างงี้ทุกห้อง
 
ที่พวกเรามาพักกัน.. แต่ด้วยความเหนื่อยล้าเราจงจมตัวเราเองกับเตียงนุ่มๆ
 
ปล่อยให้ก๊วนเพื่อนที่ไปด้วยกันไปเที่ยวกลางคืนอย่างสนุกสนาน
 
หลังจากเราทำงานเสร็จสิ้นกันรุ่งเช้าของอีกวันอันแสนทรมานก็มาเยือนเราอีกครั้ง
 
ครั้งนี้มันมาเยือนหนักหว่าเดิม..
 
เราต้องตื่นแหกขี้ตาแต่ตอนตี 5 เพื่อวิ่งขึ้นรถตู้กัน..
 
สภาพบางคนยังไม่อาบน้ำเพราะไปเที่ยวกลางคืนเพิ่งกลับมา
 
บ้างไม่ได้อาบเลย รองเท้าแตะไม่มี มีแค่ถุงเท้าเน่าๆกับผ้าใบขาด 1 คู่
 
100 กม.เมตรแรกของการเดินทางว่าหนักหนาไปด้วยหลุมแล้ว
 
ถ้าคนแก่มานี่หลังมีหัก เพราะหลุมเยอะมากๆๆ
 
ซักพักสิ่งที่เลวร้ายตามาเป้นละลอกที่สอง กลิ่นตัวของพวกเราทุกคนเริ่มส่งผล
 
คล้ายๆกับมีหนูตายในช่องแอร์รถตู้คันนั้น ให้ตายเถอะ..
 
เปิดกระจกยังไม่สามารถช่วยไรได้เลย
 
คิดว่าทรมานมันคงจบลงที่ อาการหลับไม่สนิทจากหลุมบนถนน และกลิ่นเต่า กับ กลิ่นถุงเท้าเน่าๆ
 
มันจะทรมานแบบเบสิคถ้าไม่มีกลิ่น ตด
 
แล้วไม่ใช่ตดธรรมดา มันเล่นตดมาเป็นระยะๆจนถึง เพชรบุรี
 
อยากจะบอกเพื่อนๆเหลือเกิน ถ้ามึงจะทำร้ายกันขนาดนี้จอดปั้มดีมั้ย??
 
สีหน้าทุกคนเหมือนนักโทษลิเบียโดนรมแก็ช
 
กล่องเคลื่อนที่ 4 เหลี่ยม.. ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอก
 
 
ปล.
 
บันทึกจากการเดินทางไปกลับ 2000 กม. T__T

ผ่านมาผ่านไป..

posted on 07 May 2012 02:43 by memory-mj
วันนี้เกิดคำถามหนึ่งขึ้นกับตัวเราเอง..
 
นี่เราเป็นคนไม่มีหัวใจแล้วเหรอ.. น่ากลัว???
 
นึกถึงวันก่อนๆแล้วอยากกลับไปเป็นแบบนั้นจัง
 
อยากกลับไปอ่อนแอบ้าง..และก็เข้มแข็งขึ้นมาซักวัน
 
อยากกลับไปอ่อนไหวบ้าง..แล้ววันหนึ่งก็เข้มแข้งขึ้นมา
 
อยากกลับไปร้องไห้แบบบ้าคลั่งบ้าง..แล้วก็เข้มแข็งขึ้นมาเมื่อน้ำตาหยุดไหล
 
อยากกลับไปท้อแท้บ้างหมดหวังบ้าง..แล้ววันหนึ่งเจอทางที่ควรจะเดินต่อไป
 
...
..
.
 
วันนี้มันคงไม่มีคำว่าบ้างอีกต่อไปแล้ว
 
วันนี้ไม่คิดจะเสียใจกับอะไรเลย ไม่เสียดายอะไรเลย
 
เหมือนจะดี..
 
 
แต่ ว่างเปล่า
 
บางทีการปลงมันก็คงเป็นแบบนี้เองละมั้ง..
 
ชีวิตไงก็ยังเดินต่ออยู่แล้วหนิ..ก็ต้องเดินต่อไป
 
เดินต่อ..
 
เดินต่อไป..อยู่ดี

เวลาเอ๋ย..

posted on 05 May 2012 02:17 by memory-mj
อะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่มันผ่านเข้ามาในชีวิตเรา..กาลเวลาก็ซัดมันผ่านไปเร็วเหลือเกิน
 
เร็วจนบางทีไม่เหลืออะไรไว้ให้ดูต่างหน้า..
 
ทุกวันนี้กาลเวลาก็ไม่มีท่าทีจะเบาลงเลย..หนำซ้ำยังพัดแรงและเร็วขึ้นไปอีก..
 
ก็แค่อยู่กับปัจจุบันให้มีความสุขที่สุด
 
 
เพราะถึงไงเราก็ไม่มีทางเบรกกาลเวลาให้มันช้าหรือเร็วได้อยู่ดี???
 
 

Messaging..

posted on 24 Apr 2012 04:41 by memory-mj
ตื่นมาทำงานเอาจนป่านนี้.. นี่แหละน๊าอาชีพ VDO Editor

เราเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบชาเขียวเดินออกไปดื่มนอกออฟฟิศ..ไปสูดอากาศดีๆซะหน่อย
(ชาเขียวเวลาแช่เย็นจนเกือบเป็นน้ำแข็งนี่เด็ดมาก)
 
รู้สึกเหมือนที่นี่เป็นเหมือนบ้านหลังที่2 ไปแล้ว..
นอนตอนไหนก็ได้.. หิวก็ลงไปซื้อข้าว อยากกินน้ำหวานอร่อยๆก็เปิดตู้เย็น..
ตื่นขึ้นมาก็ทำงานให้เค้า ตัดงานเบื่อๆก็หาวิดีโอสวยๆดูเอาไว้เพื่อพัฒนาตัวเอง หาเทคนิคใหม่ๆ..
 
กดปุ่ม Power
ขณะที่รอคอมฯบู๊ต....
 
หยิบมือถือมาเล่น..มีข้อความเข้า 1 ฉบับ
"กับข้าวมีในตู้เย็น น้องกลับทั้งสองแล้ว แม่นอนก่อนนะ คุณพระคุ้มครอง"
 
เรากับแม่ไม่ค่อยได้พูดคุยกันสักเท่าไหร่นัก..เพราะด้วยงานเรา นานๆจะได้กลับบ้านที
โทรคุยกันก็น้อยคงเพราะแม่กลัวว่าจะโทรมารบกวนเรา..
 
เดี๋ยวนี้เรากับแม่จึงคุยกันผ่านตัวอักษรมากขึ้น..
เราไม่คิดว่าแม่เราจะพิมข้อความคล่องขนาดนี้..
เอาเป็นว่าเดี๋ยวนี้แม่คล่องมากกว่ากดโทรออกไปแล้ว..
 
รู้สึกดี....
 
ที่เราสามารถเป็นห่วงกันได้มากขึ้น..แม้จะเป็นเพียงตัวอักษรไม่กี่ร้อยตัว
 
ว่าแล้วก็นั่งพิมพ์ข้อความ.. กดส่งไปยังปลายทาง "คุณแม่" ^^

ตอบแทน

posted on 21 Apr 2012 00:37 by memory-mj
วันนี้เราเดินเข้าไปหาหัวหน้าที่โต๊ะ..
 
"พี่เรสผมว่าพี่น่าจะลองเปิดคอร์สสอนตัดต่อดูนะ พี่สอนคนได้ แล้วก็พี่ทำงานตรงนี้มา 7 ปีแล้ว..
สอนแค่ 1 วันพอใช้เวลา 5-6 ชม. เปิดสอนสัก 5 คน ให้เค้ามีความรู้พิ้นฐานเรียนจบไปพอจะตัดงานได้
ดีกว่าพี่ไปรับจ๊อบตัดรายการข้างนอก พี่แต่งงานแล้ว ผมรู้ว่าพี่ต้องมีเงินสำรองบ้าง"
 
เรามองไปที่ใบหน้าของหัวหน้า เราเห็นรอยยิ้มของเค้าปรากฎ.. เห็นเค้าปิ๊งไอเีดียโน่นนี่..
 
เกิดไฟ
 
 
ซักพักพี่เรศก็ร่ำราแล้วกลับบ้านไป..
 
เหลือแค่เรายังนั่งตัดงาน เล่นเนต...
 
 
รู้สึกดีแฮะ!! ไอ้เรามันสอนคนไม่เป็นนิเนอะ ถ้าเราสอนเป็นป่านนี้เราหาจ๊อบจากการเป็นติวเตอร์ตัดต่อละ
ไม่ต้องมานั่งรับงาน ฟรีแลนท์ ตัดโน่นนี่อยู่หรอก...
 
นั่งนึกถึงเหตุการณ์นึงที่มีความหมายกับเรามากๆ เราจำได้แม่นเลย.. แม้มันจะผ่านมา 2 ปีแล้ว!
ตอนนั้นเรากับมาร์คอยู่บนรถเมล์สาย 52 เราจะไปเอาของที่บ้านมาร์ค คนบนรถเมล์แน่นมากๆ
ขณะที่เราโหนรถเมล์ไปมา โทรศัพท์เราดังขึ้น~
 
ปลายสายเป็นเสียงผู้ชายคนนึงพูดกับเราว่า
 
" สวัสดีครับ น้องที่จะมาสมัครงานตัดต่อใช่ไหม? เรามาดูก่อนก็ได้นะ..ว่าทำได้ไหม เราไม่เกี่ยงเงินนะ
ยังไงลองเข้ามาได้ครับ เสาร์-อาทิตนี้..
....
...
..
.
 
อ่อ พี่ชื่อ เรส นะครับ.. ^^
 
ตู๊ดๆ!!................................................................!!
 
 
 
 
 
 
 
ปล.
- เรายอมรับเลยในความเป็นจริงเราไม่ค่อยได้สินท และ สัมผัสตัวตนหัวหน้างานเราเท่าไหร่?
แต่เค้าเป็นผู้มีพระคุและเมตตาเรามาโดยตลอด.. รู้สึกดีที่ได้ให้อะไรกลับไปกับเค้าบ้าง...^^
เมษา หน้า ร้่อนนนนน ~
 
หลายๆคนได้ออกจากบ้านไปเล่นน้ำ หลายๆคนไปเที่ยวพักผ่อน ครอบครัวเราเช่นกัน
 
ปีนี้เราไม่ได้กลับต่างจังหวัดแต่พ่อเราขึ้นมาหาเราและน้องกับแม่..
 
เราได้ไปเที่ยวด้วยกันหลายที่ๆ แม้จะเป็นแค่เวลาเพียงแค่ 1 วัน
 
แต่เรารู้สึกได้ถึงความสุขที่พ่อมี..
 
ขณะรถแล่นจากแหลมบาลีฮายมุ่งสู่กทม เมื่อ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา..
 
เราได้กินซีฟู้ดรสเด็ด ได้ไปเดินเล่นดูคนสาดน้ำใส่กัน ได้เดินหาด..
 
ตลอดเวลาที่พ่อส่งเสียเลี้ยงดูเรากับน้องมาถึงพ่อจะไม่แสดงอาการใดๆว่าเหนื่อย
 
แต่เราดูออกพ่อเหนื่อย เหนื่อยกับเราและน้องมากๆ..
 
 
วันนี้ใบหน้าพ่อดูมีความสุข..เป็นใบหน้าที่เราไม่เคยเห็นเลยตลอดเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา..
 
พ่อพูดคำสั้นๆบนรถก่อนเลี้ยวเข้าคอนโด
 
"พ่อมีความสุขมากๆ บอกเราเรียนจบมีงานทำมั่นคงและโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น น้องเราเรียนจบ
และอีกไม่กี่วันก็จะได้ไปทำงานในสนามบิน แม่ทำงานน้อยลงอีกไม่กี่ปีคงย้ายกลับต่างหวัดไปอยู่กับพ่อ"
 
น้องเรากินเหล้าน้อยลง.. น้อยลงมากๆ
 
ณ ตอนนี้แทบไม่ได้มีเวลาไปกินเลย..
 
 
ดีใจจังที่พ่อสูขได้ซะทีหลังจากเหนื่อยจากการดูแลเราและน้องมาตลอด 20 กว่าปี
 
ปีใหม่ไทยๆ กับ วันครอบครัว.. มันเป็นวันของพ่อและครอบครัวพ่อจริงๆ
 
 
ปล.
- ขอบคุณพ่อมากๆนะ เห็นพ่อหายเหนื่อย แล้วรู้สึกชีวิตเรามีคุณค่าขึ้นมากๆ
 
 
 

I Wish

posted on 16 Apr 2012 01:13 by memory-mj
มีโอกาสได้ไปพบปะกับคนที่ถือว่าสนิทมากๆในชีวิตคนนึง..
 
และได้ไปสัมผัสบรรยากาศโรงหนังเก่าแก่..
 
....
..
 
หนังเรื่อง I Wish เล่าถึงเด็กญี่ปุ่นคนนึงชื่อโกจัง อาศัยอยู่กับแม่และคุณตาคุณยาย
โกจังได้ยินเพื่อนเล่าให้ฟัง ถ้าไปยืนอฐิธานขณะที่รถไฟสวนกัน คำอฐิธานจะเป็นจริง..
โกจังและเพื่อนอีก2คนจึงนัดพบริวจัง(น้องชาย)ที่อาศัยอยู่กับพ่อในอีกเมืองเพื่อมาร่วมอฐิธานด้วยกัน
โกจังอยากอฐิธานให้ภูเขาไฟระเบิดท่วมเมืองนี้ เค้าและครอบครัวจะได้มาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง
 
โกจังและเพื่อนเดินทางขึ้นไปบนยอดเขาที่สามารถมองเห็นรถไฟเวลาสวนกัน
เด็กๆทุกคนตื่นเต้นและมุ่งมั่นเตรียมท่องคำอฐิธานที่ตนอยากขอ..
 
ปรู๊นนนน!!.. รถไฟวิ่งสวนกัน..
 
คำอธิฐานต่างๆก็พลั่งพรูออกมา.. ขอให้หนูได้เป็นดารา.. ขอให้หมาผมฟื้น.. ขอให้วาดรูปเก่งขึ้นๆ..
รถไฟสวนผ่านกันไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับเสียงตะโกนของเด็กๆ..
ทุกคนอฐิธาน ยกเว้นโกจังแค่คนเดียว....
 
ขากลับโกจังเดินมาหาริวแล้วบอกกับริวว่า "ฉันไม่ได้ขออะไรเลย ระหว่างครอบครัวกับโลก..ฉันเลือกโลก"
ริวจังยิ้มถึงแม้จะงงกับคำพูดของพี่ชายก็ตาม..
เด็กๆทั้งสองกลุ่มร่ำลากันกลับไปใช้ชีวิตตามทางที่พวกเขามุ่งจะเดินต่อ....
 
ภาพสุดท้ายที่ปรากฎบนจอคือโกจังและเพื่อนๆวิ่งกันไปตามท้องถนนที่กว้างใหญ่
กล้องค่อยๆแพลนมาหยุดตรงภูเขาไฟ..
 
ภาพภูเขาไฟค่อยๆจางลงๆจนเป็นสีดำ ไฟในโรงหนังเก่าๆค่อยๆสว่างขึ้น....
 
...
..
.
 
โกจังได้ส่งเมสเซจเล็กๆมาถึงตัวเรา....
ที่ผ่านมาชีวิตเราผ่านเรื่องราวร้อยแปด สอบตก อกหัก แฟนทิ้ง เราอินกับชีวิตมากๆในตอนนั้น..
 
ณ ปัจจุบัน เราเลือกที่จะอยู่กับโลกใบนี้..
จะสุข จะทุกข์ ยังไงเราก็ยังต้องเดินอยู่บนโลกใบนี้..
 
เราไม่รู้จะพบกับความรักอีกสักกี่ครั้ง.. ไม่รู้จะพบความสุขอีกกี่หน..
คนสนิทที่สุดของเราจะคบกับแฟนเค้าไปอีกนานแค่ไหน!?  ไม่มีใครรู้....
 
...
..
.
 
รู้แต่เพียงว่าโกจังและเพื่อนๆได้สอนเราอยู่2อย่าง
 
อย่างแรก.. วันนี้จะดีหรือร้ายพรุ่งนี้ยังไงเราก็ต้องเดินบนโลกที่มันหมุนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ..
 
อย่างที่สอง.. โกจังสอนให้เรารักษามุมที่เป็นเด็กไว้ เพราะในเรื่องถ้าสังเกตุคำอฐิธาน
ของเด็กๆทุกคน.. ไม่ว่าจะขอให้ภูเขาไฟระเบิดครอบครัวเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน.. ขอให้หมาฟื้น..
ทุกคำอฐิธานของเด็กๆ ล้วนขอเพื่อคนอื่นทั้งสิ้น....
 
 
 
ปล.
- บางทีมุมมองของคนที่สนิทที่สุดคนนึงในชีวิตเรา..คงจะจริง เราควรใช้ชีวิตแบบธรรมชาติเข้าไว้..
เพราะขึ้นชื่อว่าธรรมชาติ "มันย่อมไม่มีทางโตก่อนวัย"

โลกปัจจุบันติดจรวด..

posted on 10 Apr 2012 13:45 by memory-mj
กลับมาจากดูหนังถึงบ้านเที่ยงคืนกว่าๆ..
 
เปิดคอม
 
ต้อง งง งวย กับสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอ..
 
"ไอ้น้องเอ้ยเองดังแน่ถ้าเรื่องถึงสรยุทธ ไม่ต้องถึงมือครูอังคณา"
 
"เฮ้ยใครไม่ให้ตูไปร้านเหล้าวันนี้ กูจะไปฟ้องครูอังคณา"
 
เป็นข้อความบางส่วนของแต่ละคนที่ยังออนไลอยู่ในช่วงเวลาตี 1 กว่าๆ..
 
ครูอังคณาคือใคร!?
 
ทำเอาเรานอนไม่หลับไปค้นหาคำตอบ..
 
จนเข้าใจละว่ามันเป็นไง เรื่องราวที่เกิดจากหลายๆเว็ป ลงตรงกันมั่ง ทำเองมั่วๆบ้าง
 
ไม่เท่าไหร่ ดันมีแฟนเพจครูอังคณาเกิดขึ้น..
 
ง่วงไม่ไหวเลยนอนหลับไป..
 
ตื่นขึ้นตอน 11 ของเข้าวันนี้ เปิดคอมเช็คข่าวสารเหมือนเช่นเคย..
 
โลกมนุษย์นับวันยิ่งติดจรวด ไม่ใช่แค่Jet และ แต่เป็น โคตรๆของโคตรๆJet
 
ไอ้เด็กคนนั้น โดนเอามาล้อเพียบ..
 
ทั้งแต่งเพลงจะฟ้องครูอังคณา , ซับนรก , 9แก๊ก , ฯลฯ และอื่นอีกเพียบ..
 
ไม่พอแค่นั้นข่าวสารทุกด้านอัพเดทกันให้พรึบ วินาทีต่อวินาที..
 
เฟซบุ๊คซื้อแล้วจ้าอินสตาแกรม!? สมาคมบอลไทยทะเลากัน!? อ้วนรังสิต บวช!?
 
ข่าวสารเหล่านี้เชื่อสิเรารับรู้กันวันต่อวัน.. พลาดเพียงแค่ เสี้ยววินาทีตกข่าว..
 
โลกติดจรวด..
 
เราเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่ตื่นขึ้นมา ขยี้ขี้ตา ก็มีสื่อมารออยู่ตรงหน้าแล้ว
 
มิได้ขวางโลกแต่อย่างใด..
 
แต่ชีวิตนี้ของเราคงชินชากับความอืดอาด แต่ไม่ยืดยาด..
 
ถึงเพื่อนจะบอกว่าเฮ้ย!? อยู่เมืองกรุงต้องเร็วโว้ย ชักช้าอดพอดี..
 
เราเปิดใจนะ ไม่ใช่คนแคบ..
 
 
ปล.
- โลกหมุนเร็วแค่ไหน หัวใจและสมองเท่านั้นที่จะกำหนดทิศทางการหมุนของตัวเรา.. ไม่ใช่อารมณ์

เกิด

posted on 05 Apr 2012 03:38 by memory-mj
วันนี้เราโคตรจะฟิน เจอพี่ที่เคยเรียนเล่าเรื่องเป็นหนังด้วยกันที่ ไทยชอตฟิล์ม
 
เราเดินดุ่มๆจากหน้ายูเนี่ยน ด้วยความที่รำคาญผมม้ามากมันบังตาจึงเอามือปัดๆ
 
เสียงชายคนนึงร้องทักเรา..
 
พี่ตั๊บ เป็นคนที่เคยไปช่วยทำหนังสั้นสมัยเราเรียน เราดีใจมาก ไม่เจอกันมาจะ 2 ปี-3 ปีแล้ว
 
ระหว่างที่เราสนทนากันถึงคนอื่นๆ ว่าชีวิตเป็นอย่างไร? อยู่ๆภาพในหัวเราก็ย้อนกลับไป พ.ศ.2549
 
มีผู้ชายตัวดำๆคนนึง ท่าทางตลก เดินดุ่มๆพร้อมกีต้าร์ เข้ามาในคลาสเรียน
 
ณ ตอนนั้น มีเรา พี่ตัีบ พี่หวูด พี่ป๊อป และพี่วิน ผู้ชายคนนี้เดินเข้ามาไหว้ทุกคนงามๆหลายครั้ง
 
วางกีต้าร์ลงแล้วพูดกับทุกคนว่า เอาเพลงไรดีครับ!!?
 
ทุกคนขำและหัวเราะในความบ้าของพี่แก พี่แกชื่อพี่โต
 
แกอยากทำหนังสั้นเกี่ยวกับอะไรไม่รู้ ทุกคนที่เรียนจะได้ทำหนังคนละ 1 เรื่อง
 
พอเรียนได้ 2-3 อาทิตย์ พี่แกก็หายไป
 
เรายังจำได้ก่อนแกหายไป พี่โรจน์เจ้าของคลาสบอกกับพี่โตว่า โตลองไปเล่นหนังตลกดิได้ๆ
 
เราทุกคนไม่คิดอะไรกับคำพูดของพี่โรจน์ พี่โตก็ดูชิลๆ แกบอกแกจะไปเป็นนักดนตรีกลางคืน
 
หลังจากวันนั้น เราทุกคนก็ทำหนังสั้นกันโดยปราศจากเงาพี่โต..
 
อนิจจา เดจาวู..
 
ภาพแว้ปกลับมา พร้อมเสียงเพลงแนวชิลๆ เซิร์ฟๆ ได้ยินแล้วอยากไปทะเล เสียงที่จินตนาการสร้าง
 
เจมรู้ไหม? เพื่อนๆเราดังกันไปหมดแล้วนะ
 
ไอ้โตไง จำได้ไหม!? เราทำหน้า งงๆ
 
เฮ้ย สิงโตนำโชคไง มึงจำไม่ได้เหรอ..
 
 
 
หลังจากประโยคนั้นของพี่ตั๊บเราสองคนได้สนทนา กันประสาคนไม่ได้เจอกัน นานน้านนาน
 
มันทำให้เรามีแรงฮึด พี่โตเค้าคงฮึดมาตลอด เพื่อนๆทุกคนที่รู้จักกันฮึดหมด..
 
ฮึด อย่าดับ..และหมดแรงไปง่ายๆ หมดแรงกายได้ แต่อย่าหมดแรงสร้างสรรค์
 
เพราะเรามันคือ คนทำงานสร้างสรรค์ ^^
 
 
 
ปล.
แด่..เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ประสบความสำเร็จทุกๆคน